บทความวิชาการ

posted on 08 Apr 2010 00:50 by sansanae

 

วันเมษาฯหน้าโง่ ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัย เวลาประมาณ 17:00 น.

 

1

 

ผมเพิ่งเขียนโครงร่างปริญญานิพนธ์เสร็จเมื่อสักครู่ ระหว่างเขียนก็นึกขึ้นมาได้ว่า "เฮ้ยยย นี่มันจะเป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่มีชื่อเราเป็นหนึ่งในคนเขียน แล้วยังมีสิทธิ์ได้ไปอาศัยพักพิงในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเลยนะโว้ยยย" คิดได้ดังนั้นก็เริ่มสนุกกับการเขียนขึ้นมาทันใดพร้อมกับสัญญากับตัวเองในใจว่า "ถ้านี่มันเป็นหนังสือเล่มแรกของตัวเอง งั้นก็จงทำมันให้ดีที่สุด"

 

2

 

ช่วงนี้มีโอกาสได้อ่าน (รวมไปถึงเปิดผ่านๆ) ปริญญานิพนธ์ไปหลายเล่มเลยครับ ปริญญานิพนธ์จริงๆ แล้วก็คงคล้ายๆ กับบทความวิชาการ (และตำราเรียน) นั่นแหละ ชีวิตผมก็มีโอกาสให้บทความวิชาการผ่านหูผ่านตาให้ความรู้และสาระได้ซุกไซ้ผ่านสมองอยู่บ้างเหมือนกัน

 

(ความคิดเห็นส่วนตัว สำหรับ) บทความวิชาการต่างๆ มักมีคุณลักษณะพิเศษคล้ายๆ กันคือ อวดฉลาด (ก็แน่ล่ะ ถ้าไม่อวดแล้วจะเขียนทำไมวะ) บางครั้งก็มีท่าทีหยิ่งยโส (ก็แน่ละ คนเขียนจบด็อกเตอร์นี่หว่า) อีกทั้งยังมีท่าทางขึงขังมึนตึงไม่ยอมทำตัวทะลึ่งตึงตังให้ได้หัวเราะกันสักแอะ (ก็แน่ล่ะ ทำตัวปัญญาอ่อนใครเขาจะเชื่อที่เขียนล่ะ) แค่คุณลักษณะพิเศษสามข้อนี้ก็สร้างระยะห่างระหว่างผมกับบทความวิชาการได้มากพอควร

 

แต่ยังมีคุณลักษณะอีกหนึ่งคุณลักษณะ (พิเศษ) ของบทความวิชาการที่ช่วยเพิ่มระยะห่างระหว่างผมกับมันขึ้นไปอีกหลายปีแสงก็คือ มันชอบคิดว่าผมฉลาด ทั้งๆ ที่จริงแล้วผมโคตรโง่ พอมันคิดว่าผมฉลาดมันก็เลยชอบใช้ศัพท์ยากๆ แปลกๆ เพื่อที่จะ (ทำให้ตัวมันดูดีมีราศี แต่อยากจะบอกว่ามัน) ทำให้ผมอ่านไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ศัพท์ที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ กว่านั้นก็มีอีกเป็นเข่ง เฮ้อออออ จะโชว์เทพไปไหนวะครับ

 

ถ้าบทความวิชาการมีสถานะเป็นงานศิลปะละก็ ผมคงยกย่องมันแบบไม่กลัวว่าใครจะหมั่นไส้ว่า "อ่าาา นี่มันช่างเป็นงานศิลปะที่เลิศศศศศศ (กรุณาลากเสียงตามจำนวนตัวอักษร) เลอเพอร์เฟ็กต์ เพราะมันได้ส่งสัญลักษณ์มาให้มันในสมองของข้าพเจ้าพากันออกมาตีความหาความหมายกันอย่างอึกทึกครึกโครม"

 

แต่เผอิญว่าบทความวิชาการ (และตำราเรียน) ไม่ใช่งานศิลปะ จึงเอามาตีความตามใจฉันมิได้ ขืนทำได้ก็สอบตกสิครับ ดังนั้นแล้วก็เลยต้องขวนขวายหาความหมายที่แท้จริง (ที่แท้จริง) เพิ่มเติมตามปริมาณความอยากรู้และปริมาณความจำเป็นต้องรู้ แหะๆ

 

3

 

อ่านข้อ 2 แล้วอาจจะหงุดหงิดพาลสาบส่งให้ผมไปอ่านการ์ตูนดีกว่า ไม่ต้องไล่ครับ อ่านประจำอยู่แล้ว : P

 

4

 

ไม่ใช่ว่าผมทำตัวงอแงไม่ยอมเข้าใจท่าทีของบทความวิชาการ ตำราเรียน และรวมไปถึงปริญญานิพนธ์นะครับ ผมเข้าใจว่าหมดแหละว่าอะไรเป็นอะไร ทำไมต้องเก๊ก ทำไมต้องเครียด ทำไมต้องวางท่าน่าเกรงขาม ก็ถ้าคุณครูทำตัวปัญญาอ่อนแล้วเด็กนักเรียนที่ไหนจะเชื่อฟังล่ะ

 

แต่เผอิญว่าผมได้รู้จักกับคุณครูคนนึงครับ อาจจะไม่ถึงกับปัญญาอ่อน (แต่ก็บอกไม่ได้ว่าปัญญาดี ห้าๆ (ล้อเล่นน่ะ แค่อยากเล่นคำ)) คุณครูคนนี้เขียนบทความวิชาการเยอะครับ รวมเล่มเป็นหนังสือไปก็หลายเล่มแล้ว ล่าสุดนี้ก็มีงานแปลมาอีกเล่ม คุณครูคนนี้ชื่อ แทนไท ประเสริฐกุล ครับ

 

   

 

บทความวิชาการของพี่แทนเป็นบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ (หรือสุชาติ) และอีกเยอะแยะมากมาย ที่อ่านแล้วโคตรสนุก ฮามากกว่าขายหัวเราะรวมกับมหาสนุก และที่สำคัญไม่ต้องปีนบันไดสูงๆ ขึ้นไปอ่านบนหอคอยงาช้างให้เมื่อยสมอง

 

รู้สึกว่าใน exteen ก็มีคุณครูประมาณนี้อยู่หนึ่งคน รู้สึกว่าจะสอนคณิตแสดดดดด : )

 

 

 

 

คืนวันที่ 7 เมษายน 2553 ข้าพเจ้าขอเรียกวันนี้ว่า "THE SEPIC DAY"

 

5

 

หลังจากเขียนโครงร่างปริญญานิพนธ์เสร็จก็แอบอู้ไปหลายวัน (นอกจากอู้ไม่ยอมเขียนปริญญานิพนธ์ ยังอู้ไม่ยอมเขียนบันทึกให้จบด้วย แหมมม เทพจริงๆ) ตอนนี้ผมจะเริ่มเขียนปริญญานิพนธ์ (หรือหนังสือเล่มแรกของผม) จริงๆ แล้วครับ มันคงไม่หนาแน่นไปด้วยศัพท์เทพแบบด็อกเตอร์ (ก็แน่ละ เรียนปริญญาตรียังไม่จบจะเป็นด็อกเตอร์ได้ไง) และมันคงไม่ร่ำรวยอารมณ์ขันเหมือนของพี่แทน (ก็แน่ล่ะ ผมไม่ได้ชื่อ แทนไท ต่อให้เปลี่ยนชื่อเป็น แทนไท ผมก็ยังไม่ใช่ แทนไท อยู่ดี) แต่ผมจะพยายาม (ผมจะพยายามนะครับ) เขียนให้ได้ดังข้อแม้ของตัวเองดังต่อไปนี้

 

- เขียนให้ตัวเองอ่านรู้เรื่อง เพราะถ้าตัวเองอ่านไม่รู้เรื่องนี่จบ เทวดานางฟ้าหน้าไหนจะมาอ่านรู้เรื่อง
- เขียนให้เพื่อนอ่านรู้เรื่อง เพราะจะได้รู้ว่าตัวเองพูดกับเพื่อนรู้เรื่อง
- เขียนให้แม่อ่านรู้เรื่อง แม่จะได้เข้าใจว่าทำไมจบช้า
- เขียนให้อาจารย์อ่านรู้เรื่อง (และถูกใจอาจารย์) ก็จะได้จบสักที หุๆ

 

และสุดท้ายถ้าผมเทพจริง ผมจำเป็นจะต้อง...

 

- เขียนให้เด็กป. 6 อ่านรู้เรื่อง เพราะคนที่เรียนสูงกว่าป. 6 มีมากกว่าคนที่เรียนสูงกว่าป. ตรี ห้าๆๆ

 

6

 

นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่เคยบอกเอาไว้ว่า "ถ้าแกอธิบายอะไรให้คนอื่นเข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ ก็แสดงว่าแกยังไม่เข้าใจมันจริงๆ โว้ย" ผมโคตรเห็นด้วยสุดๆ

 

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

^

คงไม่ถึงขนาดเอาภาษาในนี้ไปใช่หรอกครับ
แต่ถ้าแบบว่าอยากทำมากๆ อาจจะมีอีกเวอร์ชั่น
แต่ขอเวอร์ชั่นแรกให้เสร็จก่อน

ขอบคุณที่ชอบตัวหนังสือในนี้ครับผม

cry

#17 By sansanae on 2010-04-10 11:17

แหม ตบท้ายเด็ดสะระตี่ อย่างนี้เริ่ดไปเลย ค่ะคุณน้อง
แล้วใส่ความมันส์ ลงไปแบบที่ เขียนใน บ้านหลังนี้รึป่ว confused smile confused smile คุณพี่ชอบ ตัวหนังสือคุณน้องในนี้ น่ะ

#16 By ChayaLively on 2010-04-10 08:40

มันก็คือสื่อที่แสดงถึงความเข้าใจของเรานั่นแหละ
มันก็ยากนะ บางทีเข้าใจแต่อธิบายไม่ถูก

#15 By chniceberry on 2010-04-09 17:48

น่าติดตามๆ

#14 By Arcobaleno on 2010-04-09 02:26

เขียนให้ตัวเองอ่านรู้เรื่องนี้สำคัญเลย cry

#13 By i'FY on 2010-04-08 21:20

^

อย่าเรียกลุงสิ เดี๋ยวงอนเลย - -"



คิดว่าแล้วแต่คณะครับ ผมวิศวะน่ะ ยังไงก็ต้องทำ
แต่ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะมันไม่มีอะไรน่ากลัว

#12 By sansanae on 2010-04-08 21:16

sad smile เริ่มกลัว...
มหาลัยเขาต้องทำอย่างนี้กันทุกคนเลยเรอะนี่

ไม่ทำได้ไหมคะคุณลุงแสนbig smile big smile big smile

#11 By TIME'S on 2010-04-08 21:10

^

สวัสดีครับ sad smile

#10 By sansanae on 2010-04-08 21:03

สวัสดีวันสงกรานต์นะค่ะ ปิ๊ว ปิ๊ว..
cry cry cry cry cry cry cry

#9 By กวางน้อย... on 2010-04-08 20:43

เคยอ่าน โลกจิต สนุกและรอบรู้มากกกกกกก

หวังว่างานนี้ผ่านไปด้วยดี big smile

#8 By Seam - C on 2010-04-08 19:32

เกรงว่าถ้าให้เด็กป.6อ่าน จะเอาไปพับจรวดเอาsad smile

#7 By R O C K on 2010-04-08 17:23

"ถ้าแกอธิบายอะไรให้คนอื่นเข้าใจง่ายๆ ไม่ได้ ก็แสดงว่าแกยังไม่เข้าใจมันจริงๆ โว้ย" ถูกต้อง ^_^

#6 By lenaic (112.142.27.19) on 2010-04-08 14:04

จริงค่ะ เรื่องหนังสือเล่มแรกในชีวิตเนี่ย ตั้งใจทำหน่อยค่ะ ^_^
ตอนเด็กๆ ทำๆ ส่งไป ไม่คิดว่ามันจะอยู่ยั้งยืนยงมาจนวันนี้ .... อยากย้อนกลับไปทำใหม่ชะมัด เฮ้ออออsad smile

#5 By ArchmaniaC on 2010-04-08 09:59

เห็นด้วย ถ้าทำให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เรารู้ไม่ได้ก็ไม่มีความหมายbig smile

#4 By anonymous108 on 2010-04-08 09:17

ปัญหาส่วนใหญ่ของความรู้ คือ มันไม่น่ารู้

#3 By ฟองจันทร์ on 2010-04-08 09:06

ถ้าคิดว่าทีสืืสเป้นการเขียนหนังสือ ..น่าจะมีแรงจูงใจสำหรับคนอยากเขียนconfused smile

#2 By wesong on 2010-04-08 09:03

ความรู้ถ้าสอนคนอื่นไม่ได้ก็ไม่มีความหมาย
ตราบใดที่อายุขัยเรายังน้อย ก็ช่วยกันพัฒนา
ให้ตำราเข้าใจง่ายๆที่เถิิดดconfused smile

#1 By XEGXEF on 2010-04-08 04:03